อันดับที่2 Beethoven

                                                                                                                                                                                                                                                          ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) อยู่ด้วย ความยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้ปรากฏอยู่ที่ผลงานการประพันธ์เพลงเท่านั้น แต่ประวัติชีวิตของคนที่ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตาของเขานั้นยิ่งใหญ่และเป็นที่เล่าขานไม่แพ้ผลงานเพลงอันเป็นอมตะเลยทีเดียว เหมือนกับคีตกวีที่ยิ่งใหญ่หลายคนที่มีเบื้องหลังชีวิตที่ขมขื่น บีโธเฟน เกิดที่กรุงบอนน์ (อดีตเมืองหลวงประเทศเยอรมนีตะวันตก) เมื่อปลายปี ค.ศ.1770 เป็นบุตรของนักร้องประจำราชสำนักแห่งกรุงบอนน์ นามว่า โยฮานน์ (Johann) มารดานาม Maria Magdalena ชีวิตในวัยเด็กของบีโธเฟน นั้นแสนขมขื่น ท่ามกลางความอัตคัด ขัดสนของครอบครัว พ่อนักร้องขี้เมา พยายามปั้นบีโธเฟนให้เป็น “โมสาร์ท สอง” โดยหวังจะให้ทำเงินหาเลี้ยงครอบครัว (บีโธเฟนเกิดหลังโมสาร์ท 15 ปี) พ่อสอนดนตรีบีโธเฟนน้อยวัย 4-5 ขวบ ด้วยการบังคับให้ฝึกหัดบทเรียนเปียโนที่ยาก ซึ่งถ้าเล่นไม่ได้ก็ทำโทษ เป็นที่คาดเดาในภายหลังว่า ที่บีโธเฟนยังรักดนตรีอยู่ได้ก็เพราะภาพลักษณ์ของคุณปู่ซึ่งเป็นนักร้องประจำราชสำนักที่ประสบความสำเร็จ โยฮานน์พยายามโปรโมตบีโธเฟนน้อย (อายุ 8 ขวบ) ให้เป็นเด็กนักเปียโนมหัศจรรย์อายุ 6 ขวบ แต่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจนัก พอแผนการไม่ประสบผล โยฮานน์จึงเปลี่ยนจุดหมายให้บีโธเฟนเป็นนักดนตรีอาชีพให้เร็วที่สุด โดยจัดหาคนมาสอนดนตรีเพิ่มเติม อายุ ได้ 11 ขวบได้เข้าทำงานเป็นนักออร์แกน ผู้ช่วยประจำราชสำนัก อัจฉริยภาพของ บีโธเฟนน้อยได้ฉายแววให้เห็น ขณะที่บีโธเฟนทำงานเป็นนักดนตรีประจำราชสำนัก ก็ได้พยายามศึกษาเล่าเรียนดนตรีไปจนมีความสามารถด้านการประพันธ์เพลง ขณะเดียวกันก็พยายามศึกษาหาความรู้และพัฒนาความคิดอ่าน จากพื้นฐานความรู้เพียง ป.4 (Grade 4) ที่ได้เรียนมา เพื่อให้สามารถเข้าสังคมกับปัญญาชนและผู้มีอันจะกิน และเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต พออายุได้ 17 ปี ได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่และ เพื่อนผู้มีอันจะกิน ให้มีโอกาสไปเยือนกรุงเวียนนาเป็นครั้งแรก มีคำบอกเล่าว่า บีโธเฟนได้แสดงฝีมือด้านเปียโนสดให้โมสาร์ทฟัง จนโมสาร์ทบอกกับคนรอบข้างให้จับตาดูคนนี้ไว้ และว่า วันหนึ่งเขา จะสร้างผลงานให้คนทั้งโลกกล่าวถึง บีโธเฟนอยู่ที่เวียนนาได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์ก็ต้องรีบเดินทางกลับกรุงบอนน์เพราะได้รับข่าวว่าแม่ป่วยหนัก หลังจากที่แม่สิ้นชีวิตลง เขาต้องทำงานหนักเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งมีทั้งพ่อและน้องอีก 2 คน ปี ค.ศ.1792 ระหว่างทางที่โยเซฟ ไฮเดน (Joseph Haydn) ปรมาจารย์ทางดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค เดินทางกลับจากอังกฤษ ได้แวะเยี่ยมเยียนราชสำนักกรุงบอนน์ เป็นโอกาสที่บีโธเฟน ได้เข้าพบ และโชว์ผลงานการประพันธ์ดนตรี ไฮเดนทึ่งในความสามารถและเห็นแววอัจฉริยะของบีโธเฟน ได้เสนอให้ไปเรียนดนตรีที่กรุงเวียนนากับเขา ซึ่งแผนการนี้ก็เป็นจริงจากการสนับสนุนของหลายฝ่ายเมื่อปลายปี สัมพันธภาพระหว่างอาจารย์และศิษย์ต่างวัยเป็นไปได้ไม่ดีนัก ด้วยศิษย์เป็นหนุ่มไฟแรงอารมณ์ร้อน หยิ่ง และดื้อรั้น ตัวบีโธเฟนเองก็ไม่พอใจการสอนของไฮเดน แต่ก็ยังเกรงใจอาจารย์ผู้อาวุโส เขาจึงแอบย่องไปเรียนกับนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงหลายคน โดยระหว่างนั้น บีโธเฟนเองก็มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักเปียโนที่มีความสามารถด้านเปียโนสดได้เก่งที่สุดแห่งยุค ต่อจากโมสาร์ท ซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้ว ชื่อเสียงและความสามารถในการเล่นเปียโนของ บีโธเฟน ทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้น แต่ เขายังไม่ได้แสดงผลงานเพลงออกสู่สาธารณะ เพราะอยู่ระหว่างฝึกวิทยาศิลป์ หลังจากจบการศึกษาดนตรีกับอาจารย์ ไฮเดนและอื่นๆ ในปี 1795 เขาได้แสดงผลงานเพลงและเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์ดนตรีอย่างเต็มตัว ผลงานเพลงยุคแรกของบีโธเฟน จะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับดนตรีของไฮเดน และโมสาร์ท แต่ก็ยังแฝงความเป็นบีโธเฟนอยู่ด้วย และได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว ผลงานช่วงนี้ของบีโธเฟนที่น่าสนใจ ได้แก่ เปียโนทรีโอ 1 เปียโนโซนาตา 2 เปียโนโซนาตา 7 เปียโนโซนาตา 13 (Pathetique) เป็นต้น บีโธเฟนเป็นคนที่มีความทะเยอ ทะยานสูง หยิ่ง เจ้าอารมณ์ และรักเสรี ภาพเป็นชีวิตจิตใจ สาเหตุอาจมาจากความเก็บกดจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก และบีโธเฟนมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกับนโปเลียน เชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวของนโปเลียนเป็นอย่างมาก เขามีแนวความคิดเป็นนักปฏิวัติทั้งในด้านดนตรีและความคิดทางสังคม เขามักได้รับการตำหนิจากปรมาจารย์อาวุโส ว่า แต่งเพลงแหกกฎเกณฑ์ทางดนตรีและออกนอกรีตนอกรอย บีโธเฟนไม่ฟังคำตำหนิเหล่านั้น ยังคงพัฒนาดนตรีไปตามแนวทางของตนอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีความใฝ่ฝันจะสร้างผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงสร้างได้ สิ่งที่บีโธเฟนกำลังทำอยู่คือการสอดแทรก ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของตนลงในดนตรี ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดวิสัยในยุคนั้น (ที่เรียกว่า Classical period) ดนตรีขั้นสูงคือรูปแบบทางศิลปที่สมบูรณ์ สูงส่ง และอยู่เหนือความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่บีโธเฟนกำลังทำอยู่นั้นกลับเป็นการพลิกโฉมหน้าของโลกศิลปการดนตรี และทำให้นักวิชาการด้านดนตรี ต้องตั้งชื่อยุคของดนตรีขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า ยุคโรแมนติก (Romantic Period) การปฏิบัติตัวในสังคม บีโธเฟน ปฏิเสธการเป็นนักดนตรีในฐานะคนรับใช้ ของผู้มีอันจะกิน ทุกครั้งที่เขารับจ้างไปแสดงดนตรีในสถานที่ส่วนตัว เขาจะต้องได้รับการปฏิบัติดังเช่นแขกผู้ได้รับเชิญ ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้าบ้าน ค่าจ้าง คือ สิ่งตอบแทนด้วยมิตรภาพ เขาจะแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่เกรงใจ ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสม บีโธเฟนประสบความสำเร็จในด้านการงานได้ไม่นาน เคราะห์กรรมก็กลับมาเยี่ยมเยือน เขาได้รับของขวัญส่งท้ายศตวรรษเก่าเข้าสู่ศตวรรษใหม่เป็นอาการหูหนวก เป็นเคราะห์กรรมที่น่าเกลียดยิ่ง สำหรับนักดนตรีที่กำลังฉายแววความยิ่งใหญ่ หลังจากที่บีโธเฟนตระหนักว่า อาการหูหนวกของเขาไม่สามารถจะรักษาได้และมีอาการรุนแรงจนถึงหนวกสนิท วันที่ 6 ตุลาคม ปี ค.ศ.1802 เขาได้เขียนจดหมายกึ่งลาตายกึ่งพินัยกรรม ถึงน้องชายทั้งสองของเขา แต่อีก 4 วันต่อมาก็เขียนอีกฉบับมีใจความล้มเลิกความคิด บีโธเฟนค่อยๆ รักษาแผลในใจ ที่เกิดจากเคราะห์กรรมที่ได้เผชิญ จนจิตใจเขาแข็งแกร่งกว่าที่เคย ดนตรีของเขาในช่วงนั้นจึงแสดงถึงเรื่องราวของฮีโร่ ความรู้สึกต่อชัยชนะ ธรรมชนะอธรรม และความยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็ตรงกับชีวิตจริงของเขาที่แต่งเพลงสู้กับหูหนวก และยังได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมฝากไว้ให้ชาวโลกสมความตั้งใจ ผลงานที่น่าสนใจในช่วงนี้ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 3 (Eroica) ซึ่งเดิม บีโธเฟนคิดจะอุทิศให้นโปเลียน แต่ภายหลังได้เปลี่ยนใจ เพราะผิดหวังที่นโปเลียนมีความทะเยอทะยานเกินขอบเขต ซิมโฟนีหมายเลข 5 ยอดนิยมตลอดกาล ซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pastorale) ไวโอลิน คอนแซร์โต ในบันไดเสียง ดีเมเจอร์ และเปียโนคอนแซร์โต หมายเลข 5 (Emperor) เป็นต้น แม้บีโธเฟนจะประสบความสำเร็จ ด้านดนตรีอย่างสูงสุด แต่ในเรื่องความรักเขานั้นห่างไกลนัก อกหักซ้ำซากเป็นเรื่องปกติ ด้วยความไม่คงเส้นคงวาเรื่องอารมณ์ เอาใจยาก และเข้าใจยาก ทำให้ สาวๆ ไม่กล้าเข้ามาใช้ชีวิตร่วมด้วย ถึงแม้ชีวิตจริงดูจะห่างจากความรักที่เป็นรูปธรรม แต่เขากลับได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งดนตรีโรแมนติก ท่านสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการฟังเพลง Piano Sonata หมายเลข 14 27 No.2 (“Moonlight”) ท่อนช้า (Adagio Sostenuto) และเพลงเปียโนยอดนิยมตลอดกาล Fur Elise เป็นต้น ช่วงบั้นปลายของชีวิต พร้อมกับอาการหูหนวกสนิท เขากลายเป็นคนแก่อารมณ์ร้าย มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับ คนรอบข้างรวมทั้งน้องชายของเขาเอง ช่วงเวลานี้เขาผลิตผลงานออกมาไม่มากแต่ถือเป็นผลงานที่สำคัญยิ่ง เป็นดนตรีที่พัฒนาไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นบีโธเฟนเต็มไปด้วยพลังความยิ่งใหญ่ ความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง เป็นดนตรี ที่ดังกระหึ่มอยู่ในตัวตนโดยปราศจากเสียงรบกวนใดๆ จากภายนอก ดนตรีใน ช่วงสุดท้ายของบีโธเฟน ที่สำคัญก็ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 9 (“Choral Symphony”) เพลงสรรเสริญพระเจ้า Solemn Mass in D และ String Quartet หมายเลขท้ายๆ (127, 130-133, 135) เป็นต้น ปิดฉากชีวิตคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1827 ที่กรุงเวียนนาด้วยโรคตับ ซึ่งป่วยยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง พิธีศพที่จัดขึ้นให้แก่เขานั้นยิ่งใหญ่ มีผู้คนร่วมงานนับหมื่นคน แม้ร่างกายเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วกว่า 170 ปี แต่ผู้คนบนโลกในยุคสมัยต่อมาก็ยังคงเคารพ และยกย่องมิรู้ลืม เขายังคงเป็นสัญลักษณ์คีตกวีของโลกตลอดกาล และผลงานเพลงอันไพเราะที่เขาได้สรรค์สร้างไว้ก็ยังคงอยู่คู่โลกไปอีกนานเท่านาน ลุดวิก แวน บีโธเฟน

 

10 อันดับนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิกคนสำคัญของโลก

อันดีบที่1.BACH

โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นคีตกวีและนักเล่นออร์แกนชาวเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) ในครอบครัวนักดนตรี ที่เมืองไอเซนนาค (Eisenach) ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2293 ที่เมืองไลปซิค ผลงานของบาคกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาดนตรีตะวันตก แม้แต่นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่เช่น โมซาร์ท และ เบโทเฟน ยังยอมรับบาคในฐานะปรมาจารย์ งานของบาคโดดเด่นในทุกแง่ทุกมุม ด้วยความพิถิพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วย ท่วงทำนอง เสียงประสาน หรือ เทคนิคการสอดประสานกันของท่วงทำนองต่างๆ รูปแบบที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี การศึกษาค้นคว้า แรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยม รวมทั้งปริมาณของบทเพลงที่แต่ง ทำให้งานของบาคมีความเป็นอมตะจนถึงปัจจุบัน

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์สุขจากการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ

“ดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ” ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 75% ของน้ำหนักตัว เราอาจจะอดอาหารได้เป็นเดือน ๆ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้เกินกว่า 3 -7 วัน การดื่มน้ำอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติ และมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกันการขับถ่ายของเสียก็ทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ใบหน้าชุ่มชื่น มีเลือดฝาด และไม่ปวดหลังหรือบั้นเอว เพราะสุขภาพไตแข็งแรง การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว จะช่วยทำให้ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริงน้ำเป็น “อาหารอันวิเศษ ” ที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์อย่างถาวร

น้ำที่ควรดื่ม
ควรเป็นน้ำธรรมดาไม่เป็นน้ำที่ร้อนมากหรือที่เย็นจัด แต่ถ้าเป็นน้ำอุ่นๆ เล็กน้อย ก็ควรดื่มในตอนเช้าเพราะจะให้การขับถ่ายดีขึ้น ลำไส้สะอาด

ระยะเวลาที่ดื่มน้ำ ใน 1 วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับตัวเอง

ตื่นนอนตอนเช้า ดื่มน้ำ 1 แก้ว
ตอนสาย ดื่มน้ำ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9.00 – 10.00 น)
ตอนบ่าย ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาณ 13.00 – 16.00 น)
ตอนเย็น ดื่มน้ำ 3 แก้ว (เวลาประมาร 19.00 – 20.00 น)
ก่อนเข้านอน ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายดีขึ้น รวมแล้วให้สามารถดื่มน้ำเปล่าได้วันละ 10 แก้ว นอกเหนือจากนั้น ท่านสามารถดื่มน้ำนม น้ำผลไม้, ฯลฯ ได้อีกไม่จำกัด

เคล็ดลับการดื่มน้ำแบบง่ายๆที่ท่านสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ตามขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำหนักตัว 
ร่างกายคนเรานั้นต้องประกอบด้วยน้ำ 60-70% เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวเรา ตามสูตรที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดเอาไว้ คนเราในแต่ละวันต้องดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักของตัวเอง วิธีคำนวณก็คือ

เท่ากับว่าถ้าท่านหนัก 60 กิโลกรัม ต้องดื่มน้ำให้ให้ประมาณ 1.9 ลิตรต่อวัน หรือ เกือบ 10 แก้วนั่นเอง

ขั้นตอนที่ 2. ดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอน 
ตื่นนอนตอนเช้า ก่อนแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำ 4 แก้ว ( 640 ซีซี )ดื่มน้ำอุ่นๆได้ยิ่งดี เพราะน้ำอุ่นนั้นดื่มง่ายกว่าน้ำธรรมดา และอุณหภูมิของน้ำที่ดื่มไม่ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกาย ไม่เป็นการไปดึงอุณหภูมิของร่างกายให้เย็นลง เพราะน้ำลายบูดที่สะสมมาตั้งแต่ขณะนอนหลับ มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถฆ่าจุลินทรีย์พิษในทางเดินอาหาร และช่วยในการขับถ่ายให้เป็นปกติ

ขั้นตอนที่ 3.ดื่มน้ำให้ถูกเวลา 
ควรดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหาร 45 นาที หลังจากนั้นจึงรับประทานอาหารได้ตามปกติ เมื่อรับประทานอาหารแล้วไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานอะไร จนกว่า 2 ชั่วโมงผ่านไป เพราะการดื่มน้ำมากระหว่างรับประทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจางการย่อยเป็นไปได้ไม่ดี

ขั้นตอนที่ 4.ดื่มน้ำระหว่างวัน 
10.00น. 14.00น. 16.00น.

ขั้นตอนที่ 5.ดื่มน้ำก่อนนอน 
ดื่มน้ำอุ่นๆ 1 แก้ว

ขั้นตอนที่ 6.หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม 
อุณหภูมิโดยปกติของร่างกายคนเรานั้นอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าเราดื่มน้ำเย็นๆ สัก 2 องศาเซลเซียส น้ำเย็นจะต้องไปดึงความร้อนของร่างกายมาทำให้อุณหภูมิของน้ำเท่ากับร่างกาย การดูดซึมจึงจะทำงานได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงานและเสียเวลาในการปรับสมดุลให้คืนสู่ปกติ

ข้อควรจำ 

• ไม่จำเป็นต้องดื่มครั้งละ 2 – 3 แก้วติดต่อกันทันที ดื่มตามปรกติสบายๆ ผู้ที่ทำตามครั้งแรก ๆ อาจรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อย เป็นอาการปรกติธรรมดา ทั้งนี้เพราะผนังลำไส้ และกระเพาะอาหารขยายตัวขึ้น หากทำติดต่อกันเป็นประจำก็จะไม่มีอาการอีก

• ระยะแรก จะเกิดการปัสสาวะบ่อย ครั้งแรกๆ จะมีสีเหลืองข้นขุ่นกลิ่นฉุน เนื่องจากน้ำที่ดื่มไปชะล้างไตให้สะอาด

• อย่าดื่มน้ำมากก่อนหน้าที่จะรับประทานอาหาร ( ควรงดดื่มน้ำมากสักครึ่งชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร) และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ก็ไม่ควรดื่มน้ำมากๆ ทันที ในระหว่างการรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะการดื่มน้ำมากในระหว่างรับประทานอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง การย่อยเป็นไปได้ไม่ดี

• การทานอาหารในแต่ละมื้อไม่ควร อิ่มจนแน่นท้องเกินไปควรให้อิ่มพอดีแล้วรับประทานผลไม้สดจะทำให้สะอาดคอ แล้วจิบน้ำตามนิดหน่อยท่านจะรู้สึกสบายท้องหลังจากนั้นสักครึ่งชั่วโมง จึงดื่มน้ำตามปรกติ

                   
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                      

ศิลปะแห่งการซ้อมเชลโล่(Cello)ที่ดี : กฎ 10 ข้อ

บทความโดยอาจารย์อภิชัย เลี่ยมทอง

 

เสียงปรบมืออันกึกก้องทั่วโรงแสดงคอนเสิร์ต ผู้ชมต่างโห่ร้องชื่นชมนักดนตรีผู้นี้ที่มีความสามารถถ่ายทอดบทเพลงที่มีความยากออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ฟังดูแล้วเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างง่ายไปหมด รอยยิ้มประทับอยู่บนใบหน้าของนักดนตรีผู้นั้น เขาบรรลุถึงเป้าหมายของเขาแล้ว การถ่ายทอดบทเพลงของคีตกวีออกมาได้อย่างหมดจด และชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือยิ่งกว่านั้น เขาชนะใจคนดู……

 

 

มีใครทราบบ้างว่า เบื้องหลังความสำเร็จของบทเพลงเพียงไม่กี่นาทีในครั้งนั้น นักดนตรีผู้นี้ต้องเผชิญอะไรมาก่อนหน้าบ้าง ถ้าจะถามว่า อะไรทำให้การแสดงดนตรีประสบความสำเร็จ เป็นที่ประทับใจคนฟัง หลายๆท่านคงตอบว่า ต้องมีการ ซ้อมมาเป็นอย่างดี

 

 

 

คำว่า ซ้อมมาเป็นอย่างดี นั้นเป็นเช่นไร เป็นการยากที่จะจำกัดความหมายนี้ให้ละเอียด การซ้อมนั้นคือการเตรียมตัว การเตรียมตัวนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นศิลปะชั้นสูงอย่างหนึ่ง ผมเองซึ่งเป็นนักดนตรี ผ่านการศึกษาดนตรีขั้นสูงมาพอสมควร เจอศิลปินระดับโลกมาก็มาก เรียนมาก็เยอะ เคยผ่านการซ้อมติดต่อกันโดยแทบจะไม่หยุดพักถึง 8 ชั่วโมงต่อวันในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆทุกวันเป็นเวลาถึง 2 ปี เพราะคิดว่านี่คือวิธีเดียวที่จะให้การเล่นของเราพัฒนาให้ได้เร็วที่สุด แต่แล้วเมื่อถึงเวลาแสดงจริงๆนั้น ผมกลับไม่สามารถทำได้ดีอย่างที่หวังไว้เลย มีพัฒนาการน้อยมาก ทุกอย่างล้มเหลวหมด ครั้งนั้นผม แทบจะเลิกเล่นดนตรีไปเลย คิดว่าอุตส่าห์ทุ่มเททุกลมหายใจเข้าออกให้กับการซ้อมแล้ว ผมก็ยังทำไม่ได้ดี ทำไมเพื่อนคนอื่นถึงได้เล่นดีกว่า ทั้งๆที่เขาไม่เห็นซ้อมมากเท่าเราเลย เขายังมีเวลาไปเดินเที่ยวห้าง ไปดูหนัง และทำอย่างอื่น หรือว่าเราจะไม่มีพรสวรรค์อะไรเลย คงไม่มีทางอื่นอีกแล้ว หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ ผมก็มานั่งคิดว่า ระยะเวลาซ้อมอย่างบ้าคลั่งเช่นนั้น คงไม่เป็นผลดีตามหลักเดินสายกลางของพระพุทธเจ้าเป็นแน่ ฉะนั้นผมจึงเริ่มค้นคว้าวิธีใหม่ๆ ค้นหาหลักการซ้อมให้ใช้เวลาน้อยที่สุดแต่ได้ผลมากที่สุด

 

 อยู่มาวันหนึ่ง ผมได้ไปสะดุดตากับหนังสือในห้องสมุดที่โรงเรียน เป็นหนังสือที่หามานาน มีชื่อว่า “Art of Practicing” ใช่เลย….ผมตอบกับตัวเอง… ผมเริ่มอ่านอย่างละเอียด…….. และเกิดนึกสมเพชภาพตัวเองในอดีต…นี่เราซ้อมมาผิดๆ เป็นเวลาถึง 2 ปีเลยเหรอนี่…… ผมลองทำตาม… ปรากฏว่าได้ผลดีมากกว่าก่อน โดยใช้เวลาน้อยลง …… แต่สิ่งที่ยังคงยากสำหรับผมคือ…. การปฏิบัติตาม….. เพราะผมยังเคยชินกับการซ้อมแบบเก่าๆ….ผมเตือนตัวเองเสมอๆ……. การซ้อมที่ดีต้องมีสติครับ….ห้ามใจร้อนเด็ดขาด….. คือว่าบังเอิญ ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่…. ยังใจร้อน เป็นเรื่องธรรมด้าธรรมดา…แฮ่ เกรินมาเยอะแล้ว ผมขอสรุปหลักการซ้อมไว้เป็นหัวข้อ 10 หัวข้อ ไว้ดังนี้ครับ

 

 1                   Always Know Exactly What You Need to Practice – and WHY

 

(ต้องรู้ตัวเสมอว่าเรากำลังจะซ้อมเพื่อแก้ไขในสิ่งใดและรู้ว่าทำไมต้องแก้)

 

 ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการซ้อมมาหลายชั่วโมงแต่ไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย ดังนั้น เราต้องหาปัญหาในการเล่นให้เจอ และแยกแยะเหตุผลของความยากนั้นๆ และเริ่มแก้ทีละอย่าง

 

การซ้อมที่ดีนั้น เราจะต้องเข้าใจเรื่องพื้นฐานของเครื่องดนตรีที่เราเล่นอยู่โดยหาหนทางหลายๆทางมาดัดแปลงให้เข้ากับสรีระร่างกายของเราซึ่งแต่ละคนจะแตกต่างกันไป

 

ให้คิดก่อนลงมือซ้อมว่าเราจะทำอะไรในการซ้อม เพื่อแก้ปัญหาอะไร ทำให้เป็นนิสัยตั้งแต่บัดนี้ คิดก่อนซ้อมสัก 3 นาที ดีกว่าซ้อมไป 3 ชั่วโมงโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย สักแต่ว่าเล่นตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งจะเสียเวลามาก และจะทำให้เราเคยชินกับการเล่นที่ยังผิดๆอยู่ และเมื่อเราเคยชินเสียแล้ว….แก้ยากนะครับ

 

2                   Organize Practice Time to Suit Circumstances

 

(วางแผนเวลาการซ้อมให้เหมาะกับสถานการณ์)

 

 วางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับจำนวนเวลาที่เราจะซ้อมในแต่ละเรื่อง อันนี้ขึ้นอยู่กับเวลาที่เรามีอยู่ให้ในการซ้อม ควรวางแผนเป็นวัน เป็นอาทิตย์หรือวางในระยะยาว

 

        การซ้อมแบ่งได้เป็น 5 ข้อใหญ่ๆ

 

1.                 เรียนเพลงหรือเทคนิคใหม่ๆที่เรายังทำไม่ได้หรือได้ไม่ดี

 

2.                 เปลี่ยนหรือแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคที่เฉพาะเจาะจง เช่น Vibrato, Staccato เป็นต้น

 

3.                 ซ้อมเพลงที่เรามีเป็น repertoire หรือซ้อมเทคนิคต่างๆที่เราทำได้ดีแล้ว

 

4.                 ซ้อมเพื่อเตรียมแสดงคอนเสิร์ต การแข่งขัน หรือ audition

 

5.                 ซ้อมเพื่อทบทวนเพลงเก่าๆ โดยหาการตีความบทเพลงในแนวที่แตกต่างออกไป

 

  การซ้อมในแต่ละครั้งอาจจะซ้อมผสมกันในแต่ละครั้ง แต่ควรเน้นการซ้อมในข้อหนึ่งข้อใดเป็นหลัก เรื่องการวางแผนเวลาซ้อมนั้น เราต้องดูว่าเรากำลังอยู่ในสถานการณ์แบบใด

 

1.                 ยังเป็นนักเรียนในโรงเรียน วิชาเรียนเยอะมาก

 

2.                 เป็นนักเรียนในโรงเรียน แต่ยังต้องทำงานพิเศษหรือเรียนพิเศษ

 

3.                 เป็นมือสมัครเล่นซึ่งมีเวลาซ้อมน้อย

 

4.                 เป็นมืออาชีพแต่มีธุระยุ่ง

 

5.                 เป็นคนที่มีเวลาว่างมาก (ปิดเทอมหรือโชคดีที่ว่าง)

 

 ไม่ว่าจะกรณีใด เราควรจะซ้อมมากน้อยเพียงใด? โดยรวมแล้ว เราแค่เพียงต้องการที่จะเรียนเพลงให้ดีที่สุดที่เราสามารถจะ make music โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาทางเทคนิคการเล่น ถ้าเราทำได้ถึงจุดนี้ เราก็สามารถจะแก้ปัญหาด้านการตื่นเวทีไปได้เยอะแล้ว โปรดจำไว้ว่า ซ้อมอย่างมีสมาธิเพียง 2 ชั่วโมง ดีกว่าซ้อม 7-8 ชั่วโมงอย่างเลื่อนลอย

 

                เราต้องรู้ตัวเราเองว่าระยะเวลานานเท่าไรที่เราสามารถซ้อมได้อย่างมีสมาธิ เราต้องทราบจุดเด่นและจุดด้อยในการเล่นของเรา และที่สำคัญเราต้องเรียนรู้ที่จะฟังการเล่นของเราและต้องไม่ปล่อยสิ่งที่ผิดพลาดออกไปโดยไม่มีการแก้ไข นั่นคือ เราต้องเป็นครูคอยสอนสั่งเคี่ยวเข็ญตัวเองเสมอ

 

                คนบางคนสามารถเรียนรู้และจดจำได้เร็วกว่าอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนรู้ได้เร็วนั้นจะสามารถได้ประโยชน์จากการซ้อมดีกว่าคนที่เรียนรู้ช้า และไม่แน่นะ….คนที่ค่อยๆซ้อมไปช้าๆ อาจจะเข้าใจได้ดีกว่าและสามารถแก้ไขเทคนิคการเล่นให้ดีขึ้นและมั่นคงอยู่กับตัวได้นานกว่าก็เป็นได้

 

 3                    Repetition is the Mother of Knowledge Only if the Perfected Passage is Repeated More Often than the Faulty One

 

(การซ้อมแบบซ้ำๆที่เก่าหลายๆครั้ง จะได้ผลก็ต่อเมื่อ เราซ้อมช่วงนั้นแบบดี perfectให้บ่อยกว่าที่ผิดพลาด)

 

ถ้าเราเล่นช่วงที่ยากของเพลงอย่างถูกเป็นครั้งแรกหลังจากผิดพลาดมานับสิบครั้ง อย่าเพิ่งหลงดีใจว่าเราแก้ไขปัญหาการเล่นได้แล้ว!

 

จริงๆแล้ว เราเพิ่งจะสอนร่างกายของเราให้เคยชินกับการเล่นที่ผิดพลาดมานับเป็นสิบๆครั้งและเพิ่งจะพลาดมาเล่นถูกเพียงครั้งเดียวหรือสองสามครั้งเท่านั้น และแนวโน้มที่เราจะเล่นอันที่เคยผิดพลาดในการแสดงนั้นจะมีมากกว่าอันที่ถูก เพราะร่างกายของเราเกิดความเคยชินกับแบบที่ผิดๆไปเสียแล้ว ฉะนั้น เมื่อเราเริ่มหัดเพลงใหม่ๆ ให้แน่ใจว่าเราเล่นอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก และซ้อมเช่นนั้นอย่างระมัดระวัง ควรซ้อมอย่างช้าๆก่อนเพื่อให้เราฟังและทราบว่าสิ่งที่เราเล่นนั้นถูกต้องทั้งด้านโน้ต จังหวะ เทคนิคและการเคลื่อนไหวของร่างกาย หลังจากนั้นจึงซ้อมแบบซ้ำๆหลายๆครั้งจนกระทั่งมันเกิดขึ้นเองจนเป็นธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องบังคับมันอีกเลย จำไว้ว่า ร่างกายของเราเปรียบได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าเราใส่ข้อมูลผิดๆเข้าไปครั้งแรก โอกาสที่คอมพิวเตอร์แสดงผลอย่างผิดๆจะมีสูง และเราจะแก้ไขยาก

 

 4                   Practice Fast as Well as Slowly

 

(ซ้อมเร็วเช่นเดียวกับซ้อมช้า)

 

 การซ้อมช้าๆเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้หูและสมองได้ใส่ข้อมูลอย่างถูกต้องและสามารถควบคุมและสั่งสอนกล้ามเนื้อทุกส่วนสำหรับการเล่นได้

 

โดยปกติแล้วการซ้อมช้าๆนั้น จะทำให้เพลงขาดจิตวิญาณของเพลงนั้นๆไป เราอาจจะต้องลองเล่นเพลงนี้ด้วยความเร็วจริงก่อน (แม้กระทั่งเราไม่เคยเล่นเพลงนี้มาก่อนเลย) เพื่อให้เราทราบ idea และปัญหาที่เราจะพบในเพลงอย่างคราวๆก่อน หลังจากนั้น เราจึงมาหา Fingering และเทคนิคต่างๆต่อไป

 

มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า เวลาเริ่มหัดเพลงใหม่ ให้ซ้อมช้า 4 ครั้ง แล้วจึงตามด้วยซ้อมเร็ว1 ครั้งเสมอ และเมื่อเราคล่องแล้วให้ซ้อมเร็ว 4 ช้า 1

 

Metronome เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในการซ้อม เราต้องควบคุมความช้าเร็วให้ได้ดีตลอดเวลา Metronome สอนให้เราฟังและควบคุมได้ดีอีกด้วย

 

มีนักเรียนหลายคนสามารถเล่นเร็วได้ดี แต่พอให้เล่นช้าๆก็ไม่สามารถควบคุมเทคนิคต่างๆได้ นั่นแสดงว่าการเล่นของเรายังไม่ปลอดภัย จำไว้ว่า ถ้าเราเล่นช้าไม่ได้ดีแล้ว เราจะไม่สามารถเล่นเร็วได้อย่างปลอดภัยไปทุกครั้ง

 

 5                   Give Equal Attention to Both Arms

 

(ให้ความสำคัญเท่ากันทั้งมือซ้ายมือขวา)

 

 เครื่องดนตรีหลายชนิดต้องใช้มือทั้งสองเล่น แต่มือใดมือหนึ่งมักจะมีแนวโน้มความสำคัญกว่าอีกมือเสมอ

 

นักเปียโนอาจให้ความสำคัญกับมือที่เล่นทำนองมากกว่ามือที่เล่นเสียงประสาน หรือผู้เล่นเครื่องเป่า อาจให้ความสำคัญกับนิ้วกดมากกว่าเรื่องการใช้ลม

 

สำหรับผู้เล่นเครื่องสายนั้น มักให้ความสำคัญแก่มือซ้ายมากกว่ามือขวา เพราะมือซ้ายนั้นเราสามารถได้ยินความเพี้ยนหรือไม่อย่างชัดเจน แต่จริงๆแล้ว แก่นของเสียง, Articulation, และ expressive อารมณ์ของเพลง ความดังเบา หัวใจของเพลงอยู่ที่มือขวาทั้งสิ้น ผู้เล่นเครื่องสายควรให้ความสำคัญในการซ้อมของมือขวาด้วย ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องความเพี้ยนของมือซ้ายได้แล้ว เราควรจะหันมาสนใจเรื่องการใช้คันชัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสังเกตข้อผิดพลาดได้ยากมาก

 6                   Separate the Problems and Solve Them One by One

 

(แบ่งแยกปัญหาให้ออกและแก้ไขทีละอย่าง)

 แต่ละช่วงของเพลงมักจะเกิดปัญหาในการเล่นต่างกันและมากน้อยหลากหลายกันออกไป การที่จะพยายามแก้ไขทุกอย่างไปพร้อมๆกันนั้นจะทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลยสักอย่างเดียว แถมว่าจะเข้ากฎข้อ 3 ด้วย นั่นคือเราซ้อมย้ำๆแต่แบบที่ผิดๆ ….ใจเย็นๆครับ……. แบ่งปัญหาที่พบให้ออกว่าเป็นด้านอะไร rhythm? Intonation? Articulation? Basic ทั่วๆไป, เทคนิคเฉพาะของมือซ้ายหรือมือขวา? ปัญหาเรื่องการประสานงานกันระหว่างมือทั้งสอง? ความคล่องตัวของนิ้ว มือ แขน? การใช้ลมหรืออื่นๆ หรือทั้งหมด? จากนั้นค่อยๆแก้ไขไปทีละอย่าง แตกมันออกมาอย่างๆช้าๆ เพื่อสอนกล้ามเนื้อของเรา เทคนิคบางอย่างนั้น เราอาจต้องไปหา studies, etudes ต่างๆมาฝึกเพิ่มเติมเพื่อช่วยแก้ปัญหาในบทเพลงของเรา การแก้ไขปัญหาเฉพาะที่ต่างๆ ครูของท่านอาจให้คำแนะนำได้

 7                   Practice Difficult Passages in Context

 

(นำช่วงที่ยากของเพลงออกมาซ้อมเฉพาะจุด)

 

 นี่เป็นเรื่องต่อจากข้อที่แล้ว หลังจากแบ่งแยกปัญหาออกมาได้และแก้ปัญหาทีละอย่างได้หมดแล้ว เราก็สามารถรวมการเล่นได้ออกมาเป็นแบบที่เพลงเขียนไว้ โดยซ้อมช้าๆก่อน ฟังว่าปัญหาต่างๆที่เราแก้ไปยังอยู่อีกหรือไม่ ถ้ายังพบอยู่ ให้กลับไปแก้เฉพาะจุดนั้น

 

 8                   Practice Performing: Don’t Only Practice Practicing

 

(ให้ซ้อมการแสดงคล้ายการแสดงจริงด้วย)

 การซ้อมในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆโดยมีเพียงแค่เราอยู่คนเดียวนั้น ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการเล่นดนตรี แม้ว่าเราสามารถทำให้มันสนุกจนไม่อยากละมือออกจากการซ้อม ถ้าเราเรียน concerto, sonata ได้เป็นสิบๆบท มันก็ไม่มีประโยชน์และไม่ถือว่าได้เรียนอย่างสมบูรณ์ ถ้าเราไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะนำออกแสดงได้

 

การแสดงต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักนั้น เป็นสิ่งที่ยากต่อความรู้สึกและไม่สามารถเกิดการควบคุมความรู้สึกนี้ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ต้องอาศัยการฝึกฝนและความเคยชิน สิ่งต่างๆอาจมีผลกระทบต่อการเล่นของเราในการแสดง ความตื่นเต้น ตื่นเวที อุณหภูมิ สภาพอาการ สภาพร่างกายจิตใจ สภาพทางเสียง และตัวแปรอื่นๆ อาจทำให้เราตื่นเต้นมากจนเกินไป หลังจากการฝึกซ้อมจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เราควรมีการฝึกซ้อมการแสดงด้วย เราอาจจินตนาการว่ามีผู้ฟังหรือถ้ามีโอกาส ให้ไปลองบรรเลงในสถานที่จริงที่เราต้องแสดง โดยห้ามหยุดบรรเลงตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ดูว่า เรายังมีปัญหาการบรรเลงหลงเหลืออยู่หรือไม่ ถ้ามี นั่นคือโอกาสที่เราจะทราบและนำกลับไปแก้ไขให้ทันก่อนการแสดงจริง หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ให้ลองเชิญเพื่อนฝูง คนรู้จักมานั่งฟังการซ้อมการบรรเลงแบบไม่มีหยุดของเราด้วย จะเป็นการดียิ่งขึ้น เราอาจจะถามความคิดเห็นของผู้ฟังด้วยก็เป็นได้

 

ชุดที่ใส่ในวันบรรเลงก็มีผลต่อการเล่นเช่นกัน ชุดสูทที่คับหรือหลวมเกินไป รองเท้าส้นสูง กระโปรงที่แคบหรือลากยาว เครื่องประดับหรือกระดุมที่สามารถเกะกะหรือกระแทกเครื่องดนตรีของเรา เหล่านี้ ควรจะมีการจัดเตรียมและแก้ไขมาก่อนล่วงหน้า

 

 วิชา Concert Practice ที่ผมเคยเรียนมานั้น มีประโยชน์มากในการฝึกตรงนี้ โดยที่เราเล่นให้เพื่อนดูและเพื่อนก็เล่นให้เราดู โดยมีการเดินเข้าออก ทำการโค้งและปรบมือเช่นการแสดงจริงๆ หลังจากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่เราควรมีการเริ่มในบ้านเรา

 

 เรื่องความตื่นเต้นในการแสดงนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องนี้ คงต้องกล่าวกันยาวมาก ความตื่นเต้นเป็นเรื่องของจิตใจโดยแท้ และเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราไม่มีความตื่นเต้นบนเวทีเลยแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่าเรามีความผิดปกติหรือไม่ใส่ใจในการแสดงเท่าที่ควร ความตื่นเต้นจะเกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น รู้มากขึ้น มีสิ่งที่ต้องระวังมากขึ้น สนใจความรู้สึกของคนอื่น จนทำให้เราขาดสมาธิในการเล่น สิ่งเหล่านี้ฝึกฝนกันได้ และต้องอาศัยความมีประสบการณ์เจนเวที

 

 หัวใจที่เต้นถี่เร็วและแรง อาการเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายเบาบ่อย เหงื่อออกที่มือ มือสั่นไม่มีแรง ปวดมวนท้อง อาการต่างๆเหล่านี้คืออาการตื่นเวทีที่พบได้ประจำในหลายๆคน ถ้าท่านเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับการแสดงและต้องการให้การแสดงออกมาดี ไม่มีทางหรอกครับที่เราจะขจัดความตื่นเต้นในการแสดงออกได้หมด ฉะนั้น จงเตรียมใจไว้ได้เลยว่า ไม่ว่าเราจะซ้อมมาดีเยี่ยมขนาดไหนก็ตาม ท่านจะตื่นเต้นในการแสดงอย่างแน่นอน แต่ท่านต้องรู้จักที่จะควบคุมมัน อยู่กับมัน เปลี่ยนมันให้เป็นพลังทางบวก เรื่องทั้งหมดนี้อยู่ที่สมาธิและใจครับครั้งแรกๆในการแสดงหรือการ audition ท่านอาจจะตื่นเต้นจนควบคุมไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งท้อใจ นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นพบปัญหา สิ่งที่ช่วยเราได้บนเวทีนั่นคือการมีสมาธิกับสิ่งที่ท่านทำอยู่และ Enjoy สิ่งที่ท่านแสดง!

 

 9                   Practice Also Without Instrument

 

(ซ้อมโดยไม่ใช้เครื่องดนตรีด้วย)

 

 เพียงแค่เราฝึกซ้อมทางด้านร่างกายกับเครื่องดนตรีอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแน่ๆ เราควรจะซ้อมด้านจิตใจความรู้สึกนึกคิดที่เกี่ยวกับบทเพลงที่เราจะแสดงด้วย จริงๆแล้วสมองของเราเป็นตัวควบคุมจัดการกับกิริยาทุกอย่างในการเล่น เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ที่ดีได้ ต้องมีโปรแกรมที่ดี

 

 ให้ลองมองดูโน้ตเพลงที่ท่านจะเล่น แล้วจินตนาการเสียงตาม บางครั้งเราอาจพบหนทางตีความบทเพลงแบบใหม่ๆที่อาจดีกว่าแบบเก่าที่เราเคยชินก็เป็นได้ บางครั้งท่านอาจหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรากำลังเล่นบทเพลงนั้นๆจริงๆ การฝึกเช่นนี้ ไม่เพียงช่วยด้านเทคนิค แต่ช่วยเรื่องการจดจำบทเพลงได้ด้วย ถ้าเราสามารถเล่นเพลงด้วยจินตนาการได้ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่อาศัยเครื่องดนตรีเลย โดยมี tempo ที่ดีและไม่มีการหลงลืมหรือชะงัก (ตัดสินตัวเองอย่างเป็นธรรม อย่าเข้าข้างตัวเองด้วยนะครับ) เราอาจพูดได้ว่าเราสามารถจำบทเพลงได้แล้ว แต่ถ้ายังหลงลืมบางจุด ให้เรากลับไปแก้ไขจุดนั้นโดยเร็ว

 

ช่วงฤดูหนาวในสมัยที่ผมเรียนดนตรีในอังกฤษนั้น เป็นช่วงที่ทรมานเรื่องความหนาวมาก เครื่องทำความร้อนก็ไม่เพียงพอ ผมเคยซ้อมหน้าเครื่องทำความร้อนเป็นเวลานานจนเครื่องดนตรีที่เป็นไม้นั้นแตกเพราะอากาศแห้งมากๆจากเครื่องทำความร้อน ผมต้องส่งเครื่องซ่อมและต้องใช้เวลาซ่อมหลายวัน ไม่สามารถหาเครื่องใหม่ได้ทัน และหลังจากซ่อมเสร็จเพียงวันเดียว ผมก็ถึงเวลาเรียนกับครูอีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีทางที่จะได้ซ้อมกับเครื่องก่อนเข้าเรียนเลย ช่วงรอเครื่องซ่อมอยู่นั้น ผมจึงจำเป็นต้องนอนใต้ผ้าห่มหนาๆ ได้แต่นั่งมองโน้ตและซ้อมด้วยใจเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหลายวัน…..ได้ผลครับ….. หลังจากได้เครื่องกลับมา ผมไม่ต้องซ้อมกับมันมากเลย รู้ว่าควรจะเล่นอย่างไร…. นี่คงเป็นผลแห่งการซ้อมด้วยใจในเวลานั้น การซ้อมด้วยใจนี้อาจทำได้เมื่อสภาพร่างกายของเราเหนื่อยหรือป่วย หรืออาจทำได้ในขณะที่เราต้องเดินทางหรือก่อนการแสดงคอนเสิร์ต ข้อสำคัญ เราต้องได้ยินในหัว (Inner hearing) กับสิ่งที่เราจะซ้อมด้วยใจ

 

 มีเรื่องเล่ากันอยู่ว่า Enesco อาจารย์ Violin ของ Menuhin ขณะเดินทางไปแสดงนั้น Enesco หยิบดินสอออกมาแล้วขยับนิ้วคล้ายเล่นไวโอลินไปกับดินสอ ซักพักหนึ่ง เขาหยุด แล้วหันมาพูดว่า อุ๊ป!….โน้ตตัวนั้นเพี้ยน!”

 

 10              Do Not Neglect the Easy Sections: They Tend to Take Revenge on You!

 

(อย่าละเลยช่วงที่ง่ายๆ มันอาจกลับมาก่อความยุ่งยากให้เราได้)

 

 เพลงที่เราจะเล่นนั้น อาจมีหลายช่วงที่มีความง่าย ไม่มีปัญหาแม้กระทั่งลองเล่นในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว คนบางคนก็ชอบเล่นแต่ช่วงง่ายๆนี้บ่อยๆ โดยไม่ค่อยอยากไปเล่นในช่วงยากๆ เพราะเสียงดีสู้ช่วงง่ายๆนี้ไม่ได้ แต่อีกพวกหนึ่ง ซ้อมแต่ช่วงยากๆ จนแทบไม่สนใจช่วงง่ายอีกเลย

 

จริงๆแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับช่วงง่ายๆเหล่านี้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ให้ผ่านตาไว้บ้าง อย่าให้เมื่อถึงเวลานำออกแสดงแล้วช่วงง่ายๆเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยเหมือนเพิ่งเคยเห็น การไม่คุ้นเคยนี้จะทำให้เราลังเลว่า “เล่นถูกหรือเปล่า ใช้นิ้วอะไรดี ตรงนี้ อย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนะครับ มันจะทำลายสมาธิเรา

 

 นั่นคือ 10 หัวข้อหลักๆ ในการทำการซ้อมให้ได้ผลและเป็นศิลปะที่นักดนตรีทุกคนควรยึดไว้ในใจเสมอ

ขอแถมอีกนิดนึง ผมอยากแบ่งขั้นตอนวัดในความก้าวหน้าในการซ้อมของเราอย่างง่ายๆไว้ดังนี้

 

 1        Building up time เป็นช่วงแรกที่เราเริ่มเรียนเพลงโดยเฉพาะเพลงใหม่ที่เราไม่รู้จักโน้ตเลย Building ในที่นี้ หมายถึง การหัดโน้ต จังหวะ แก้ไขปัญหาเรื่องเทคนิค หาเทคนิคมาเสริมในเพลงนั้น ตรวจสอบ intonation ต่างๆ ฯลฯ อันเป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปของดนตรี ทั้งเรื่องเสียง จังหวะ เราต้องหัดช้าๆ และค่อยๆเพิ่มเร็วขึ้น สลับกันไป โดยใช้กฎข้อ 1 ถึง 7

 

 2        Interpretation Time เป็นช่วงตีความบทเพลง หลังจากผ่าน Building Up time จนเราสามารถเล่นโน้ตได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่มีปัญหาทางเทคนิคแล้ว ให้เราคิดถึงเรื่อง Dynamic ความดังเบา vibrato, articulation ความสั้นยาวของโน้ตต่างๆ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบทเพลง สิ่งนี้จะสร้างให้เพลงของเรามี Musical มากขึ้น ข้อนี้ทำได้โดยใช้หลักข้อ 9 ครับ

 

3        Performance Time หลังจากทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว ควรจะลองนำออกแสดงดูว่า ยังมีปัญหาอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องนำออกแสดงที่โรงคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมจำนวนมาก บางทีท่านอาจขอร้องให้เพื่อนซักคนสองคนนั่งดูการแสดงของท่าน โดยท่านต้องทำทุกอย่างเหมือนการแสดงจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับใจแล้วครับ กลับไปอ่านกฏข้อ 8 ได้

 

นั่นเป็นการวัดความก้าวหน้าอย่างคร่าวๆนะครับ ซึ่งบางทีท่านอาจต้องย้อนขั้นตอนกลับไปกลับมาและห้ามละทิ้งขั้นตอนที่ 1 เป็นอันขาด  แม้ว่าท่านอาจอยู่ในขั้นตอนที่สามารถนำเพลงออกแสดงได้แล้ว แต่ท่านยังต้องซ้อมแบบ Building Up อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการควบคุมทางเทคนิคที่มีความยากนั้น มีความแม่นยำและสม่ำเสมอ

 

 

 


 

5 วิธี เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้วัยทำงาน

ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง เมื่อก้าวเข้าสู่วัย สิ่งแรกที่ต้องเจอคือ ภาวะและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ไหนจะงานในบ้าน ไหนจะงานที่ทำงาน นอกจากภาระอันหนักอึ้งนี่แล้ว ยังต้องเจอกับอายุที่มากขึ้นทุกวัน อวัยวะในร่างกายก็จะถูกใช้งานอย่างหนักทำให้สึกหรอลงไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงหนีไม่พ้นอาการที่อ่อนล้า ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุด คือการใส่ใจสุขภาพทั้งกาย และใจไปพร้อมๆ กัน ด้วย 5เคล็ดลับดีๆ ที่เรานำมาฝาก

1.การกินอาหารเช้าเป็นประจำก่อนจะใช้พลังงานในการทำงานตลอดทั้งวันดังนั้นร่างกายจำเป็นต้องเติมพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นเสียก่อน เพราะในขณะที่นอนร่างกายไม่ได้รับสารอาหราเพิ่มเติม แต่ร่างกายยังคงใช้สารอาหารต่างๆ อยู่ตลอดเวลามื้อเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่การงดอาหารเช้ากลับเป็นกิจวัตรยอดฮิตของคนทำงาน เพียงเพราะคำอ้างว่าไม่มีเวลา ทางออกที่ดีสำหรับคนทำงาน คือ กินอาหารเช้าที่ง่าย สะดวกแต่ยังมีคุณค่า เช่น นมหรือเครื่องดื่มธัญญาหาร แซนวิชทูน่า ขนมปังโฮลวีต และผลไม้เพื่อให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน และไม่มีไขมันสูง เท่านี้ก็ก็พร้อมรับมือกับการเริ่มต้นทำงานในแต่ละวันแล้ว
2. ดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางสานอาหารสูง และมีประโยชน์ต่อร่างกายภาวะขาดน้ำอาจทำให้ร่างกาย อ่อนล้าในระหว่างวัน จึงควรดื่มน้ำเพื่อเพิ่มความสดชื่น และกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าพร้อมจะทำงานอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม อีกทางเลือกหนึ่งถ้าต้องการเติมสารอาหารที่ประโยชน์คือหันมาดื่มเครื่องดื่มที่ให้คุณประโยชน์จากสารอาหารธรรมชาติ เช่น รังนก ที่เป็นแหล่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน A B1 B2 D E สูง แคลเซียม ไขมันต่ำ จึงช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน อย่างรวดเร็ว และลดอาการล้าอ่อนเพลีย ได้ ทั้งยังช่วยให้อยู่ท้องไม่หิวระหว่างวันอีกด้วย
3.กินอาหารถูกหลัก โดยกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเช่น ธัญญาหาร ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ซึ่งมีเส้นใยสูงจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กินไขมันดี (HDL)  เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล เป็นต้น กินโปรตีนเล็กน้อย โดยเลือกโปรตีนที่ดี ได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา เต้าหู้ ถั่วต่างๆ เพราะโปรตีนจะช่วยให้ทำงานได้นานกว่าการกินแต่คาร์โบไฮเดรต เพิ่มผักและผลไม้และธัญญาหารในมื้ออาหารให้มากขึ้น
4.เติมพลังงานด้วยอาหารมื้อเล็กๆ บ่อยๆ เพื่อให้มีพลังงานตลอดทั้งวันเพราะคนทำงานต้องใช้พลังงานร่างกายตลอด 8-12 ชั่วโมง โดยในมื้อย่อยให้กินอาหารที่มีเส้นใย ไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำ เช่น เครื่องดื่มจากธรรมชาติ  หรือเครื่องดื่มผสมมอลต์สกัด ซึ่งล้วนเป็นอาหารว่างที่ให้พลังงานต่ำ มีสารอาหารและกากใยสูง เลิกนิสัยแบบเดิมๆ ที่มักกินขนมปัง กาแฟ หรือคุกกี้ระหว่างทำงาน เพราะอาจต้องเจอกับปัญหาอ้วนลงพุงได้
5.ปรับอารมณ์การเคร่งเครียดกับการทำงาน ความอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยสะสมเป็นอุปสรรคสำคัญของคนทำงาน การจะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ต้องฝึกผ่อนคลายอารมณ์ หัดมีอารมณ์ขัน หาวิธีคลายเครียด ออกกำลังกายบ้าง หรือพักสายตาซักนิดจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เพราะหากรู้ศึกอ่อนล้าร่างกายจะไม่อยากทำงาน บางทีอาจทำให้คนรอบข้างรู้ศึกตามไปด้วย การปรับอารมณ์ให้สดใส สดชื่น จะช่วยเพิ่มพลังใจให้มีแรงสู้กับการทำงาน เพราะสภาพจิตใจมีพลังมากกว่าพลังกายเสียอีก
สิ่งที่สำคัญที่ หนุ่ม สาว ทำงาน ทั้งหลาย ควรคำนึงไว้อยู่ตลอดอีกหนึ่งข้อนั้นคือ… ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักรในการทำงานเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ควรหาเวลาพักผ่อน ดูแลสุขภาพตัวเองกันบ้างเพื่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวในการทำงานต่อไป

CELLO

เชลโล่  (Cello)เชลโล่ เป็นเครื่องสายที่มีลักษณะการบรรเลงแตกต่างจากไวโอลินและวิโอล่า เนื่องจากมีขนาดลำตัวที่ใหญ่กว่ามาก ผู้เล่นจึงต้องนั่งบรรเลง   เชลโล่  เป็นอีกเครื่องดนตรีหนึ่งที่มีการผลิตในหลายขนาดให้เหมาะสมกับเด็กในประเทศญี่ปุ่น นิยมใช้ระบบซูซูกิ (Suzuki  Method) ซึ่งมีเด็กเริ่มเรียนเชลโล่ตั้งแต่อายุ  4 ขวบทีเดียวและเมื่อเด็กอายุได้  6 ขวบก็สามารถบรรเลงบทเพลงของคีตกวีระดับโลกได้ และเด็กจะเริ่มใช้เชลโล่ขนาดมาตรฐานได้เมื่ออายุประมาณ 13  ปี   ซึ่งก็เป็นข้อยืนยันได้ว่าเด็กเล็กก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีเชลโล่ได้ดีเช่นเดียวกัน 

                 วิธีการบรรเลงของเชลโล่มีความแตกต่างเฉพาะตัว  ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง  การวางน้ำหนักเชลโล่ การจับคันชัก การลากสาย ท่าทางการบรรเลงต่าง ๆ  ต้องอาศัยครูผู้สอนแนะนำ และผู้ปกครองควรใส่ใจรายละเอียดเบื้องต้นอย่างมาก เพราะเวลาเด็กฝึกซ้อมที่บ้าน ผู้ปกครองจะได้ช่วยดูแลได้  ผู้เล่นเชลโล่ต้องทำการบ้านอบ่างมากในการผลิตเสียงดนตรีที่มีคุณภาพ การบรรเลงแม้จะเป็นเพลงง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยการเล่นอย่างระมัดระวังทุกโน้ต  อย่างไรก็ตาม ถ้าหากผู้เรียนมีความใส่ใจและรู้สึกสนุกกับการเรียน ความยากต่าง ๆ ก็ย่อมไม่เป็นอุปสรรค   ดังนั้น   ถ้าเด็กมีความประสงค์อยากเรียนเชลโล่ด้วยตนเอง  ผู้ปกครองควรส่งเสริมให้เด็กเรียนทันที    และเชลโล่สามารถบรรเลงได้ทั้งเดี่ยวและกลุ่ม   รวมถึงวงดนตรี  Chamber และ Orchestra